ดร.อธิป อัศวานันท์EN

บทสรุป

คำถามคือไทยจะเอาผิดผู้บงการฝั่งเขมรจากกรณีโจมตีชายแดน และเยียวยาผู้เสียหายได้แค่ไหน ด้วยเครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่

ศาลไทยทำได้ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยประเด็นที่ต้องพิจารณาคือเขตอำนาจคดีข้ามแดน เอกสิทธิ์คุ้มกันทั้งส่วนบุคคลและตามหน้าที่ และโอกาสในการอายัดหรือยึดทรัพย์ในไทย

ICC กับ ICJ ต่างกันโดยพื้นฐาน ICC ดำเนินคดีกับบุคคลในข้อหาอาชญากรรมสงคราม ส่วน ICJ ตัดสินข้อพิพาทระหว่างรัฐ กรณีนี้จึงเข้าทาง ICC มากกว่า

ผลของหมายจับหรือหมายแดงคือการจำกัดการเดินทางของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นแรงกดดันจริงแม้ยังไม่มีการจับกุม

ข้อสรุปคือกลยุทธ์ผสม เดินคดีในศาลไทยควบคู่กับคดีแพ่งและ ICC เพื่อส่งสัญญาณทางการเมือง เยียวยาเหยื่อ และสร้างแรงกดดันระหว่างประเทศไปพร้อมกัน

ประเด็นสำคัญ

  1. ศาลไทยไม่ใช่ทางตัน

    ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งเปิดช่องได้ แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องเขตอำนาจ

  2. เอกสิทธิ์คุ้มกันเป็นด่านสำคัญ

    ต้องแยกให้ชัดระหว่างเอกสิทธิ์ส่วนบุคคลกับเอกสิทธิ์ตามหน้าที่

  3. ICC ฟ้องคน ICJ ฟ้องรัฐ

    ความต่างนี้กำหนดว่าจะเดินเรื่องไปทางไหน

  4. หมายจับมีผลก่อนการจับกุม

    ข้อจำกัดการเดินทางคือแรงกดดันที่เกิดขึ้นทันที

  5. UNSC ชะลอการสอบสวนได้

    นี่คือความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องนับไว้ในแผน

  6. เดินหลายทางพร้อมกันได้ผลกว่า

    ศาลไทย คดีแพ่ง และ ICC ทำหน้าที่คนละอย่างและเสริมกัน